คอลัมน์ สกว. ชวนคิด: การจัดการน้ำในภาวะไม่แน่นอน
รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์
โครงการวิจัยยุทธศาสตร์
การจัดการทรัพยากรน้ำ
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)
ในระยะหลังนี้ โลกของเราประสบภัยธรรมชาติขนาดใหญ่มาเป็นชุดให้เราเห็น ก่อให้เกิดประเด็นเชิงวิชาการต่อการจัดการต่อภาวะดังกล่าวขึ้นอย่างมากว่า... เราจะทำความเข้าใจ จัดระบบ และสื่อสารให้ชุมชนเตรียมรับหรือปรับตัวให้เข้ากับสภาพดังกล่าวได้อย่างไร
แต่เดิมเราใช้วิชาสถิติมากำหนดเกณฑ์การรับมือหรือออกแบบระบบบนสมมติฐานว่า เหตุการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นในระยะยาวจะมีวงจรการเกิดในช่วงอัตราหนึ่ง เมื่อเราเอาค่าระยะยาวมาพล็อตในกราฟความถี่ ในกรณีการวางโครงการน้ำท่วมก็จะได้ค่าอัตราการไหลที่ต้องการควบคุมกับโอกาสการเกิดต่างๆ (ดังรูป ถ้าใช้กรณีแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดนครสวรรค์เป็นตัวอย่าง โดยใช้ข้อมูลรวมปี 2554 และไม่รวมปี 2554 เปรียบเทียบ) ถ้าเป็น พื้นที่ที่มีความสำคัญต่อทางเศรษฐกิจ ก็จะกำหนดค่าโอกาสเกิดที่สูงเช่น 50 ปี หรือ 100 ปี ถือว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น ควรมีมาตรการลงทุนป้องกันไว้ก่อน ถ้าเป็น พื้นที่ชนบท ซึ่งมีเขตชุมชนกระจัดกระจายก็จะกำหนดค่าโอกาสเกิดที่ต่ำไว้ เช่น 2 ปี หรือ 5 ปี โดยถือว่า มีพื้นที่ในการเก็บกักน้ำและสามารถรับภาวะน้ำท่วมที่เกิดความเสียหายได้น้อยกว่า ใช้มาตรการแก้ไขหลังเกิดน้ำท่วมแทน
เมื่อมีเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่หนักมากขึ้น เช่น ในปี 2554 ก็จะมีการปรับปรุงกราฟดังกล่าวโดยเพิ่มค่าสูงที่เกิดขึ้นภายในกราฟ ตัวอย่างจากตารางแสดงผลต่างของกรณีใส่ข้อมูลปี 2554 และไม่ใส่ เช่น ถ้าใช้คาบ 100 ปีสำหรับโครงการในเขตชุมชนหนาแน่นมาก ก่อนปี 2554 จะใช้ค่าอัตราการไหลที่ 5,850 หรือ 6,434 ลบ.ม.ต่อวินาที (ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้สมการใดอีก เช่น Gumbel or Pearson) และถ้ายังยึดคาบการเกิด 100 ปี หลังปี 2554 จะต้องใช้ค่าอัตราการไหลที่ 6,360 หรือ 7,143 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็นต้นแนวคิดดังกล่าวมีพื้นฐานจากความเชื่อว่า วงจรธรรมชาติมาวงจรที่อยู่ในขอบเขตอันหนึ่งในระยะยาว การกำหนดเกณฑ์การออกแบบระบบดังกล่าว มีความเสี่ยงเมื่อมีค่าที่มากกว่าเกณฑ์เกิดขึ้น โดยไม่มีระบบรองรับ
เหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิที่ Fukushima ในประเทศญี่ปุ่นก่อให้เกิดความเสียหายมาก กำแพงกันคลื่นที่ออกแบบไว้สัก 20 เมตร ก่อให้เกิดความมั่นใจของชุมชนที่อยู่หลังกำแพงเป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่เมื่อคลื่นมาขนาดกว่า 20 เมตร ทำให้กำแพงกันคลื่นพังเสียหาย ความเสียหายของชุมชนหลังกำแพงมีมากกว่า เพราะกำแพงที่สร้างไว้ก็พัง และชุมชนส่วนหนึ่งมีความเชื่อว่า กำแพงจะช่วยเขาได้ จึงเกิดประเด็นในญี่ปุ่นว่า จะออกแบบระบบและโครงสร้างที่ปลอดภัยในอนาคตกันอย่างไร
ในภาวะของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีการคาดคะเนถึงความรุนแรงของภาวะธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นลม ไต้ฝุ่น ฝน ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่จะมีสภาพพื้นฐานที่ต่างจากสภาพธรรมชาติที่เคยเกิดขึ้นใน 100 ปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป (อย่างน้อยถึงปี 2020) และจะค่อยๆ เพิ่มความรุนแรงมากขึ้น ตามที่มีการจำลองสภาพจากการเพิ่มของอุณหภูมิ
เหตุการณ์การเปลี่ยนแปลง ทั้งที่เกิดในระยะสั้น และการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยๆ คืบคลานมา ก่อให้เกิดความรุนแรงที่ไม่คาดถึง(unexpected) ในระยะหลังนี้ หากไม่ทำอะไรเลยก็จะทำให้เกิดความเสียหายมากขึ้น เพราะยังออกแบบอยู่บนฐานเดิมที่เคยเกิดมา ก็จะเกิดภาวะที่ไม่คาดคิดและความเสียหายที่มากมายตามมาอีก การจัดการต่างๆ จากนี้ไปจึงต้องมีวางกรอบความคิดพร้อมทำการประเมินความเสี่ยงร่วมในการตัดสินใจ รวมถึงการจัดการด้านน้ำด้วย
การจัดการปัญหาภายในภาวะความไม่แน่นอนเช่นนี้ ต้องเริ่มจากการเผชิญกับปัญหาดังกล่าว โดยปรับทัศนะของเราจากเหตุการณ์ที่เป็นสิ่งไม่คาดถึง (unexpected) ให้เป็นเหตุการณ์ที่คาดถึง (expected) ทั้งหมด และกำหนดค่าต่างๆ ซึ่งจะเกิดศัพท์ที่เสนอใช้ในอนาคตต่างๆ อาทิเช่น safe, safeguard, resilience เพื่อใช้ในการออกแบบระบบ และโครงสร้างต่อไปในอนาคต
การกำหนดค่าความปลอดภัย (safe level) ไม่ว่าจะกำหนดที่คาบปีที่เท่าไร (ซึ่งอาจใช้ความคุ้มค่าหรือการประเมินความเสี่ยงมาพิจารณาตามที่ทำมา) จะต้องมีการเผื่อ (tolerance plus safeguard) ถึงกรณีที่มีค่าเกินแล้ว ระบบหรือโครงสร้างที่สร้างจากระดับความปลอดภัยจะต้องไม่เสียหาย พังลง โดยปกติ เราจะใช้มาตรการทางโครงสร้างเพื่อคุ้มกันจนถึงระดับปลอดภัย (เช่น คาบ 50 ปี ในที่สำคัญ) และใช้มาตรการไม่ใช้โครงสร้างคลุมถึงระดับเผื่อ (เช่น คาบ 100 ปี) ในกรณีที่ความรุนแรงยังสูงกว่าระดับ safeguard (เช่น คาบ 200 ถึง 1000 ปี) จะต้องมีมาตรการ (s) หนีภัย เพื่อให้สังคมเกิดความเสียหายให้น้อยที่สุด (resilience) เมื่อเกิดความรุนแรงขนาดนี้ขึ้น คือ ระบบหรือสังคมจะสามารถทนต่อความรุนแรงได้สูงขึ้น ทั้งในระดับปลอดภัย เผื่อ และรับได้ แนวคิดเช่นนี้ ก็จะครอบคลุมทั้งการเปลี่ยนแปลงแบบระยะสั้นและระยะยาว โดยมีการติดตามวิเคราะห์ข้อมูลจริงที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่องต่อไป
เนื่องจากนโยบายการถ่ายโอนที่ดำเนินการมา ทำให้การจัดการน้ำทั้งในระดับลุ่มน้ำ จังหวัด และชุมชน แยกส่วนกันทำเชิงระบบ เนื่องจากกระบวนการจัดทำโครงการและจัดทำงบประมาณมีความแตกต่างกัน ส่งผลให้เกิดสภาพรัฐซ้อนรัฐในปัจจุบันนี้ ทางด้านการถ่ายทอดข้อมูล ความรู้ รวมทั้งการพัฒนาบุคลากรก็จะเกิดสภาพต่างคนต่างทำอยู่ ภายใต้ความเสี่ยงใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ จึงจำเป็นต้องจัดกระบวนการทำงาน ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้าช่วย เพื่อให้เกิดการประสาน ทำความเข้าใจ จัดทำกติกา และหาระบบที่รับต่อการเปลี่ยนแปลงที่ไม่แน่นอนในอนาคตให้ดียิ่งขึ้น
โดยสรุป ภาวะการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติทำให้เกิดความเสียหายมากมายในระยะหลังนี้ ไม่ว่าจะเกิดจากตัวธรรมชาติเอง (เช่น แผ่นดินไหว) หรือ ที่มนุษย์ทำ (ภาวะโลกร้อน) รวมทั้งการใช้ชีวิตที่รวมตัวในเขตชุมชนมากขึ้น การจัดการภาวะดังกล่าว ถ้ายังไม่มีการปรับเปลี่ยนแนวคิด ก็มีโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงขึ้น และเสียหายมากขึ้น จึงมีการเสนอให้ปรับแนวคิดให้รับต่อสภาพที่จะเกิดขึ้นได้ในระดับที่รุนแรงมากขึ้น โดยกำหนดระดับความปลอดภัยในนิยามต่างๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ จัดระบบ ให้ความรู้ และเตรียมรับมือจากทุกภาคส่วนได้อย่างมีประสิทธิผล และประสิทธิภาพ ทั้งในระดับรัฐและภาคประชาชน
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 05 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
: http://pr.trf.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=1197:2012-07-10-02-12-14&catid=56:2010-09-07-14-20-48&Itemid=82
โครงการวิจัยยุทธศาสตร์
การจัดการทรัพยากรน้ำ
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)
ในระยะหลังนี้ โลกของเราประสบภัยธรรมชาติขนาดใหญ่มาเป็นชุดให้เราเห็น ก่อให้เกิดประเด็นเชิงวิชาการต่อการจัดการต่อภาวะดังกล่าวขึ้นอย่างมากว่า... เราจะทำความเข้าใจ จัดระบบ และสื่อสารให้ชุมชนเตรียมรับหรือปรับตัวให้เข้ากับสภาพดังกล่าวได้อย่างไร
แต่เดิมเราใช้วิชาสถิติมากำหนดเกณฑ์การรับมือหรือออกแบบระบบบนสมมติฐานว่า เหตุการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นในระยะยาวจะมีวงจรการเกิดในช่วงอัตราหนึ่ง เมื่อเราเอาค่าระยะยาวมาพล็อตในกราฟความถี่ ในกรณีการวางโครงการน้ำท่วมก็จะได้ค่าอัตราการไหลที่ต้องการควบคุมกับโอกาสการเกิดต่างๆ (ดังรูป ถ้าใช้กรณีแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดนครสวรรค์เป็นตัวอย่าง โดยใช้ข้อมูลรวมปี 2554 และไม่รวมปี 2554 เปรียบเทียบ) ถ้าเป็น พื้นที่ที่มีความสำคัญต่อทางเศรษฐกิจ ก็จะกำหนดค่าโอกาสเกิดที่สูงเช่น 50 ปี หรือ 100 ปี ถือว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น ควรมีมาตรการลงทุนป้องกันไว้ก่อน ถ้าเป็น พื้นที่ชนบท ซึ่งมีเขตชุมชนกระจัดกระจายก็จะกำหนดค่าโอกาสเกิดที่ต่ำไว้ เช่น 2 ปี หรือ 5 ปี โดยถือว่า มีพื้นที่ในการเก็บกักน้ำและสามารถรับภาวะน้ำท่วมที่เกิดความเสียหายได้น้อยกว่า ใช้มาตรการแก้ไขหลังเกิดน้ำท่วมแทน
เมื่อมีเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่หนักมากขึ้น เช่น ในปี 2554 ก็จะมีการปรับปรุงกราฟดังกล่าวโดยเพิ่มค่าสูงที่เกิดขึ้นภายในกราฟ ตัวอย่างจากตารางแสดงผลต่างของกรณีใส่ข้อมูลปี 2554 และไม่ใส่ เช่น ถ้าใช้คาบ 100 ปีสำหรับโครงการในเขตชุมชนหนาแน่นมาก ก่อนปี 2554 จะใช้ค่าอัตราการไหลที่ 5,850 หรือ 6,434 ลบ.ม.ต่อวินาที (ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้สมการใดอีก เช่น Gumbel or Pearson) และถ้ายังยึดคาบการเกิด 100 ปี หลังปี 2554 จะต้องใช้ค่าอัตราการไหลที่ 6,360 หรือ 7,143 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็นต้นแนวคิดดังกล่าวมีพื้นฐานจากความเชื่อว่า วงจรธรรมชาติมาวงจรที่อยู่ในขอบเขตอันหนึ่งในระยะยาว การกำหนดเกณฑ์การออกแบบระบบดังกล่าว มีความเสี่ยงเมื่อมีค่าที่มากกว่าเกณฑ์เกิดขึ้น โดยไม่มีระบบรองรับ
เหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิที่ Fukushima ในประเทศญี่ปุ่นก่อให้เกิดความเสียหายมาก กำแพงกันคลื่นที่ออกแบบไว้สัก 20 เมตร ก่อให้เกิดความมั่นใจของชุมชนที่อยู่หลังกำแพงเป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่เมื่อคลื่นมาขนาดกว่า 20 เมตร ทำให้กำแพงกันคลื่นพังเสียหาย ความเสียหายของชุมชนหลังกำแพงมีมากกว่า เพราะกำแพงที่สร้างไว้ก็พัง และชุมชนส่วนหนึ่งมีความเชื่อว่า กำแพงจะช่วยเขาได้ จึงเกิดประเด็นในญี่ปุ่นว่า จะออกแบบระบบและโครงสร้างที่ปลอดภัยในอนาคตกันอย่างไร
ในภาวะของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีการคาดคะเนถึงความรุนแรงของภาวะธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นลม ไต้ฝุ่น ฝน ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่จะมีสภาพพื้นฐานที่ต่างจากสภาพธรรมชาติที่เคยเกิดขึ้นใน 100 ปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป (อย่างน้อยถึงปี 2020) และจะค่อยๆ เพิ่มความรุนแรงมากขึ้น ตามที่มีการจำลองสภาพจากการเพิ่มของอุณหภูมิ
เหตุการณ์การเปลี่ยนแปลง ทั้งที่เกิดในระยะสั้น และการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยๆ คืบคลานมา ก่อให้เกิดความรุนแรงที่ไม่คาดถึง(unexpected) ในระยะหลังนี้ หากไม่ทำอะไรเลยก็จะทำให้เกิดความเสียหายมากขึ้น เพราะยังออกแบบอยู่บนฐานเดิมที่เคยเกิดมา ก็จะเกิดภาวะที่ไม่คาดคิดและความเสียหายที่มากมายตามมาอีก การจัดการต่างๆ จากนี้ไปจึงต้องมีวางกรอบความคิดพร้อมทำการประเมินความเสี่ยงร่วมในการตัดสินใจ รวมถึงการจัดการด้านน้ำด้วย
การจัดการปัญหาภายในภาวะความไม่แน่นอนเช่นนี้ ต้องเริ่มจากการเผชิญกับปัญหาดังกล่าว โดยปรับทัศนะของเราจากเหตุการณ์ที่เป็นสิ่งไม่คาดถึง (unexpected) ให้เป็นเหตุการณ์ที่คาดถึง (expected) ทั้งหมด และกำหนดค่าต่างๆ ซึ่งจะเกิดศัพท์ที่เสนอใช้ในอนาคตต่างๆ อาทิเช่น safe, safeguard, resilience เพื่อใช้ในการออกแบบระบบ และโครงสร้างต่อไปในอนาคต
การกำหนดค่าความปลอดภัย (safe level) ไม่ว่าจะกำหนดที่คาบปีที่เท่าไร (ซึ่งอาจใช้ความคุ้มค่าหรือการประเมินความเสี่ยงมาพิจารณาตามที่ทำมา) จะต้องมีการเผื่อ (tolerance plus safeguard) ถึงกรณีที่มีค่าเกินแล้ว ระบบหรือโครงสร้างที่สร้างจากระดับความปลอดภัยจะต้องไม่เสียหาย พังลง โดยปกติ เราจะใช้มาตรการทางโครงสร้างเพื่อคุ้มกันจนถึงระดับปลอดภัย (เช่น คาบ 50 ปี ในที่สำคัญ) และใช้มาตรการไม่ใช้โครงสร้างคลุมถึงระดับเผื่อ (เช่น คาบ 100 ปี) ในกรณีที่ความรุนแรงยังสูงกว่าระดับ safeguard (เช่น คาบ 200 ถึง 1000 ปี) จะต้องมีมาตรการ (s) หนีภัย เพื่อให้สังคมเกิดความเสียหายให้น้อยที่สุด (resilience) เมื่อเกิดความรุนแรงขนาดนี้ขึ้น คือ ระบบหรือสังคมจะสามารถทนต่อความรุนแรงได้สูงขึ้น ทั้งในระดับปลอดภัย เผื่อ และรับได้ แนวคิดเช่นนี้ ก็จะครอบคลุมทั้งการเปลี่ยนแปลงแบบระยะสั้นและระยะยาว โดยมีการติดตามวิเคราะห์ข้อมูลจริงที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่องต่อไป
เนื่องจากนโยบายการถ่ายโอนที่ดำเนินการมา ทำให้การจัดการน้ำทั้งในระดับลุ่มน้ำ จังหวัด และชุมชน แยกส่วนกันทำเชิงระบบ เนื่องจากกระบวนการจัดทำโครงการและจัดทำงบประมาณมีความแตกต่างกัน ส่งผลให้เกิดสภาพรัฐซ้อนรัฐในปัจจุบันนี้ ทางด้านการถ่ายทอดข้อมูล ความรู้ รวมทั้งการพัฒนาบุคลากรก็จะเกิดสภาพต่างคนต่างทำอยู่ ภายใต้ความเสี่ยงใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ จึงจำเป็นต้องจัดกระบวนการทำงาน ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้าช่วย เพื่อให้เกิดการประสาน ทำความเข้าใจ จัดทำกติกา และหาระบบที่รับต่อการเปลี่ยนแปลงที่ไม่แน่นอนในอนาคตให้ดียิ่งขึ้น
โดยสรุป ภาวะการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติทำให้เกิดความเสียหายมากมายในระยะหลังนี้ ไม่ว่าจะเกิดจากตัวธรรมชาติเอง (เช่น แผ่นดินไหว) หรือ ที่มนุษย์ทำ (ภาวะโลกร้อน) รวมทั้งการใช้ชีวิตที่รวมตัวในเขตชุมชนมากขึ้น การจัดการภาวะดังกล่าว ถ้ายังไม่มีการปรับเปลี่ยนแนวคิด ก็มีโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงขึ้น และเสียหายมากขึ้น จึงมีการเสนอให้ปรับแนวคิดให้รับต่อสภาพที่จะเกิดขึ้นได้ในระดับที่รุนแรงมากขึ้น โดยกำหนดระดับความปลอดภัยในนิยามต่างๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ จัดระบบ ให้ความรู้ และเตรียมรับมือจากทุกภาคส่วนได้อย่างมีประสิทธิผล และประสิทธิภาพ ทั้งในระดับรัฐและภาคประชาชน
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 05 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
: http://pr.trf.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=1197:2012-07-10-02-12-14&catid=56:2010-09-07-14-20-48&Itemid=82

