วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556


เป้าหมายของชีวิต

เป้าหมายของชีวิต
               พี่สาวส่งข้อคิดดีๆมาให้ทางจดหมาย ผู้เขียนอ่านแล้วเห็นว่าน่าจะนำมาถ่ายทอดแลกเปลี่ยนกับท่านผู้อ่าน ตามมาเลยนะครับ  ท่านผู้อ่านเคยถามตัวเองบ้างไหมว่าอะไรคือเป้าหมายของชีวิตของท่าน การมีเป้าหมายในชีวิต เปรียบเหมือนมีเข็มทิศในการเดินทาง ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองยังไม่แก่ มีแรงที่จะก้าวไปให้ถึงเป้าหมาย ความสำเร็จในงานก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายของชีวิต กล่าวกันว่าคนเราสามารถจะประสบความสำเร็จได้ เพียงเรามีความเข้าใจใน 3 ส่วนต่อไปนี้
               1.เข้าใจตน เข้าใจตนอย่างถ่องแท้ ตั้งแต่การแรกเริ่มตัดสินใจเลือกงาน ว่างานใดเหมาะกับตน
               2.เข้าใจคน หมายถึง ผู้ร่วมงานของเราในทุกระดับ เราเข้าใจในความเป็นไปของแต่ละบุคคล เราจะไม่ถือสา หากถูกนายด่าว่าเพราะเราอาจไม่ดีพอ เราต้องปรับปรุง 3.เข้าใจงาน รู้ว่าต้องทำสิ่งใด ลำดับก่อนหลัง มีความสามารถในการทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ประสบความสำเร็จอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ
เทคนิคในการทำงาน 6 P ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยเสริมให้เกิดความสำเร็จในงาน
              1.P-Positive Thinking
การมีทัศนคติที่เป็นบวก มองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ ไม่คิดในทางลบ เช่น หากเจอปัญหาในการทำงาน แทนที่จะมานั่งกลุ้มใจคิดว่าคราวนี้ต้องแย่แน่ ๆ ก็ให้มองว่านี่เป็นหนทางหนึ่งที่จะฝึกฝนให้เราเก่งกล้ามากยิ่งขึ้น
             2.P-Peaceful Mind
การมีจิตใจที่สงบ ดังคำพูดที่ว่า "จงใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว" เป็นคำพูดที่ใช้ได้ผลดีทีเดียว เวลาเกิดปัญหาขึ้น เราอย่าเพิ่งตื่นตระหนกไปกับปัญหานั้น การที่เรามีจิตใจที่สงบ มีสมาธิ จะทำให้เราเกิดปัญญาในการคิดหาวิธีแก้ปัญหา นอกจากนี้ยังทำให้เรามีสุขภาพจิตที่ดีอีกด้วย
             3.P-Patient
การมีความอดทน ข้อนี้ก็สอดคล้องกับข้อที่แล้ว เพราะการที่เราจะมีจิตใจที่สงบได้ เราต้องรู้จักอดทนอดกลั้น ระงับอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่ดีต่าง ๆ หากสิ่งใดไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวังไว้ เราก็ต้องอดทน รอคอยให้ถึงช่วงเวลาของเรา นอกจากนี้ยังต้องอดทนต่อปัญหาและความยากลำบากในการทำงานด้วย
             4.P-Punctual
การเป็นคนตรงต่อเวลา มนุษย์เราได้ถูกปลูกฝังให้เป็นคนมีวินัย รู้จักตรงต่อเวลามาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เช่น การไม่มาโรงเรียนสาย การส่งการบ้านให้ตรงเวลา ในการทำงานก็เช่นกัน หากเรามาทำงานสาย เจ้านาย/หัวหน้าก็คงไม่ชอบ เพราะแม้แต่เวลายังรักษาไม่ได้ แล้วคุณจะได้รับความไว้วางใจให้ทำงานใด ๆ ล่ะ
             5.P-Polite
การเป็นคนสุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตน จะทำให้มีแต่คนรักใคร่และอยากช่วยเหลือ ยิ่งถ้าเรามีตำแหน่งใหญ่โตด้วยแล้ว ยิ่งต้องมีความสุภาพอ่อนน้อม เพราะจะทำให้ผู้อื่นยิ่งเกรงใจเรามากขึ้น ตรงกันข้าม การทำตัวกระด้างกระเดื่องหยิ่งยโส ย่อมเป็นที่รังเกียจของสังคม และไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย
            6.P-Professional
ความเป็นมืออาชีพในการทำงาน การที่เรามีหน้าที่อะไร เราก็ควรทำตัวให้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในหน้าที่นั้น ๆ หมั่นแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ และหมั่นฝึกปรือฝีมือในการทำงานอยู่เสมอ เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด การทำงานอย่างมืออาชีพ จะเป็นที่ชื่นชมและไว้วางใจของเจ้านาย รวมไปถึงลูกค้าที่ย่อมจะพอใจ และไว้วางใจให้เราทำงาน ดูแลงานของเขาต่อไป
            สำหรับทฤษฎี 6 P นี้ อาจเป็นทฤษฎีที่หลาย ๆ คนรู้จักกันมาบ้างแล้ว แต่สำหรับผม การเรียนรู้ในเรื่องเก่า ที่เรารู้แล้ว แต่ยังไม่สามารถลงมือทำได้แท้จริง ถือว่าเรายังไม่ประสบความสำเร็จในทฤษฎีที่เรารู้ ดังนั้น ผมจึงนำทฤษฎีนี้มาย้ำเตือนพวกเรา ผู้ที่อยู่ในวัยทำงานให้ตระหนักถึงความสำคัญและนำมาใช้ให้ได้ในชีวิตการทำงาน เพราะคำว่า รับทราบ กับ "พร้อมลงมือทำ" มันต่างกัน หวังว่าทุกท่านจะประสบความสำเร็จในเป้าหมายในชีวิตนะครับ
เรื่องแรกจบแล้วนะครับ  ต่อเรื่องที่สองเลยนะครับ ตามมาเลย
              อภิมหาเศรษฐีเกือบจะชราผู้หนึ่ง สุดแสนจะภูมิใจ ที่ลูกชายวันห้าขวบของเขา กำลังจะได้เข้าเรียนในโรงเรียนชื่อดัง ซึ่งระดับเศรษฐีอย่างพวกเขาเท่านั้น จึงจะมีปัญญาส่งลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนี้ได้ โดยส่วนตัวของเขาเอง ก็อยากจะสอนให้ลูกชายรู้จักกับชีวิตจริงในโลก ควบคู่ไปกับการสอนทฤษฏีในโรงเรียน
             ในวันหยุดเขาจะตระเวนพาลูกชายคนเดียว ไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ แล้ววันหนึ่ง เขาก็คิดถึงหัวข้อการสอนเรื่องความยากจน เพราะเขามีความเชื่อว่า ลูกชายของเขาคงไม่มีวันรู้จักแน่นอน
             เขาจึงพอลูกชายไปเยี่ยมครอบครัวชาวนาครอบครัวหนึ่ง และพักอยู่กับชาวนาเป็นเวลา 1 วัน 1 คืน กลับถึงคฤหาสน์ของเขาในวันต่อมา มหาเศรษฐีก็จะทดสอบว่าลูกชายได้อะไรบ้าง จากการไปพักแรมกับชาวนาผู้ยากจน
            ลูกชายตอบคำถามผู้เป็นบิดาว่า เขาขอขอบคุณเป็นอย่างมาก ที่ได้พาเขาไปพบกับชาวนาและพักแรมที่นั่น ซึ่งทำให้เขาได้พบว่า….
            ….ชาวนามีที่ทำงานเป็นท้องนาที่กว้างใหญ่
ในขณะที่พ่อมีเพียงห้องสี่เหลี่ยมที่ว่ากว้าง แต่ก็ยังน้อยกว่าท้องทำงานของชาวนา
             ….อาหารที่ชาวนารับประทาน สามารถหาได้ตลอดเวลารอบๆ บริเวณบ้านโดยไม่ต้องซื้อหา
ในขณะที่บ้านของเรามีตู้เย็นเท่านั้นที่เป็นที่เก็บอาหาร
            …….เวลารับประทานอาหารก็มีเพื่อนคุยอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก
ในขณะที่ตัวเองก็ต้องนั่งทานอาหารกับโต๊ะอาหาร ที่ยาวเกือบสิบเมตร และมีเก้าอี้ว่างเปล่าทั้งสองด้าน
            ……ลูกชาวนาที่ซ้อนท้ายจักรยานของพ่อเขา ต้องกอดเอวพ่อให้แน่นเพื่อจะได้ไม่ตกจากจักรยาน
แต่เขาเองต้องนั่งในรถที่ใหญ่โตอยู่ข้างหลังเพียงลำพัง โดยมีคนขับรถพาไปทุกที่
            ………ชาวนามีแสงดาวแสงจันทร์เป็นโคมไฟส่องสว่างตลอดเวลาในเวลากลางคืน โดยไม่ขาดแคลน
แต่เขาก็มีเพียงแสงจากโคมไฟที่ต้องซื้อด้วยเงิน
            ……..ชาวนามีรั้วบ้านเป็นแม่น้ำ ภูเขาที่กว้างสุดลูกหูลูกตา
แต่เขาเองกลับมีเพียงแค่กำแพงบล๊อคในพื้นที่ไม่กี่ไร่
            ………ลูกชาวนาได้มีเพื่อนเล่นเป็นจิ้งหรีด หิ่งห้อยนับร้อยนับพัน
แต่เขาเองกลับไม่มีใครเลย
            ผู้เป็นพ่อฟังแล้วเงียบงัน ลูกชายสบตาพ่อเต็มตา
แล้วจบว่า
            “ขอบคุณมากครับพ่อ ที่ช่วยให้ผมได้สำนึกว่า เราจนขนาดไหน”
             อ่านสองเรื่องจบแล้ว ขอให้ท่านผู้อ่านทบทวน เป้าหมายของชีวิต ของท่านดูนะครับว่าอะไรคือความพอดีของชีวิต  อะไรคือความสุขที่แท้จริง  แต่ที่ผู้เขียนเห็นในขณะนี้คือ คนรวยก็รวยล้นฟ้า คนจนก็จนแสนจน ทำอย่างไรจะให้ช่องว่างความแตกต่างระหว่างคนจนและคนรวย ลดน้อยลง  นักการศึกษาและพวกเราต้องช่วยกันคิดให้มากๆและลงมือทำ

ที่มา  http://www.chusak.net/index.php?mo=3&art=42025076

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น