วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556


การสื่อสารเพื่อพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง

การสื่อสารเพื่อพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์


                เมื่อ สมัยมนุษย์ดำรงชีวิตในยุคหินมนุษย์ต้องล่าสัตว์ หาอาหาร การดำรงชีวิตเป็นไปด้วยความยากลำบาก มนุษย์มีการติดต่อสื่อสารกันน้อยมาก ต่อสภาพสังคมเริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยเข้าสู่ยุคเกษตรกรรม มนุษย์มีการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากัน แต่ก็ยังเป็นการค้าขายและแลกเปลี่ยนกันไม่มากนัก ต่อมาก็พัฒนาเข้ามาสู่สังคมอุตสาหกรรม ยุคนี้มนุษย์เริ่มมีการสื่อสารกันมากกว่าเดิม เนื่องจากจะต้องค้าขายกันมากขึ้น  สำหรับยุคปัจจุบันสังคมของมนุษย์ก็เข้าสู่ยุคสังคมของการสื่อสาร มนุษย์เรามีการสื่อสารกันอย่างมากมาย และกว้างขว้างมากกว่ายุคใดๆ

                การ สื่อสารในยุคแรกๆ เรามักจะสื่อสารในรูปแบบ คนต่อคนหรือบุคคลต่อบุคคล ต่อมาเป็นการสื่อสารระหว่าง บุคคลกับกลุ่มคน มนุษย์เริ่มใช้เครื่องมือเข้ามาช่วย เช่น วิทยุ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ ในปัจจุบันก็เปลี่ยนแปลงเป็นเครื่องมือทางเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้นอันได้แก่ อินเตอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ  ฯลฯ

                สำหรับ ปัจจุบันถ้าพูดถึงเรื่องชุมชนเข้มแข็ง ประเด็นเรื่องค้าปลีก ร้านโชห่วยของไทย ต้องพ่ายแพ้ กับร้านเทสโก้ โลตัส ซึ่งมีหลายปัจจัย แต่ปัจจัยหนึ่งก็คือ เทสโก้ โลตัส ใช้การสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ตทำให้รู้ข้อมูลจำนวนสินค้าต่างๆ โดยมีการเชื่อมโยงกับร้านค้า โรงสี ต่างๆ ซึ่งคงไม่แตกต่างกับ 7-11  คาร์ฟูร์  แม็คโคร ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ซึ่ง ก็มีการเชื่อมโยงโดยระบบการสื่อสารโดยมีการเชื่อมโยงในลักษณะเช่นเดียวกับ เทสโก้ โลตัส ซึ่งทำให้ลดต้นทุน ลดการเก็บสินค้าคงคลัง ฯลฯ

                การได้เปรียบในการสื่อสารโดยใช้เทคโนโลยีในลักษณะนี้  ทำให้ร้านโชห่วยของไทยต้องมีการปิดตัวลงเป็นอันมาก

                ระบบโทรศัพท์มือถือ มีความจำเป็นมากในยุคปัจจุบัน  เนื่องจากเทคโนโลยีทำให้โทรศัพท์มีราคาถูก เราคงเห็นในปัจจุบัน การใช้โทรศัพท์บ้านในหลายๆบ้าน แทบไม่ได้ใช้เลย  รวมทั้งธุรกิจค่ายเพลงก็มีการปรับตัวอันเนื่องมาจากเทคโนโลยี โดย ผู้บริโภคหันมาฟังทางโทรศัพท์กันมากขึ้น และฟังทางเครื่องเล่น MP3 มากขึ้น ทำให้กิจการเทป รวมทั้งกิจการแผ่นซีดีต้องปิดตัวไป  ตัวแทนจำหน่ายก็ต้องปิดกิจการไป ทำให้โทรศัพท์มือถือมีความสำคัญมากในยุคปัจจุบัน

                ระบบการส่งจดหมายก็มีการเปลี่ยนแปลงไป โดยมีการรับส่งจดหมายทางอินเตอร์เน็ตกันมาก

                ระบบการทำหนังสือต่างๆ ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง  เริ่ม มีการจัดเก็บโดยใช้เครือข่ายอินเตอร์เน็ต อีกทั้งกิจการโรงพิมพ์ต่างๆ ที่พิมพ์หนังสือออกมาเป็นเล่ม ในปัจจุบันและอนาคตคงต้องปรับตัว อันเนื่องจากเทคโนโลยีโดยเปลี่ยนจากหนังสือเป็นเล่มมาเป็นการทำหนังสือใน ลักษณะ  E-BOOK  แทน

                ระบบ การส่งข่าวและเครื่องมือการส่งข่าวมีความง่ายมากกว่าในอดีต ในยุคปัจจุบันใครๆ ก็สามารถเป็นนักข่าวได้ โดยการเขียนข่าวส่งข่าวผ่านอินเตอร์เน็ต วิทยุชุมชนหรือโทรทัศน์ดาวเทียม ซึ่งเราจะเห็นว่าเครื่องมือไม่ว่า จะเป็นโปรแกรมตัดต่อ คอมพิวเตอร์มีความทันสมัยขึ้น

ระบบ กล้องมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและราคาถูก ไม่ว่าจะเป็นกล้องถ่ายรูปแบบเคลื่อนไหวหรือกล้องถ่ายรูปนิ่ง ทำให้กล้องฟิล์ม กล้องบันทึกเทป หายไปจากตลาด

ระบบ สถานีออกอากาศหรือสถานีส่ง เช่น การก่อตั้งวิทยุชุมชนซึ่งง่ายกว่าในอดีต รวมทั้ง โทรทัศน์ดาวเทียม ซึ่งการก่อตั้งสถานีวิทยุและโทรทัศน์ดาวเทียมมีต้นทุนที่ราคาถูกกว่าในอดีต เป็นอันมาก

                ระบบสังคมมีการเปลี่ยนแปลงไป เนื่องมาจากการสื่อสาร โดยเฉพาะ สังคมเครือข่าย เช่น Facebook  , twitter  HI5 ฯลฯ

มีเด็กรุ่นๆใหม่เล่นอินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นในทุกๆปีซึ่ง กลุ่มคนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปี ถึง 24 ปี ใช้ Facebook เยอะที่สุด ในประเทศไทยและประมาณ 40 % ของประชากรทั้งหมด โดยมีคนใช้ประมาณเกือบ 8,000,000 คน (เป็นผู้ชาย 46  ผู้หญิง 54 %)

                ระบบการจัดเก็บข้อมูล เช่น YOUTUBE เปิดโอกาสให้คนโด่งดังได้ง่ายกว่าการใช้สื่ออื่นที่ต้องใช้ต้นทุนที่สูง  เช่น หลายประเทศมีนักร้องที่ไม่ได้ไปแข่งขันในรายการทางโทรทัศน์ต่างๆ แต่ เอาคลิปไปลงใน YOUTUBE แล้วมีคนเปิดดูกันมาก ทำให้บริษัทค่ายเพลงต้องเซ็นต์สัญญาจ้างให้เป็นนักร้องในสังกัด  ซึ่งการใช้หรือการลงคลิปใน YOUTUBE เปิดโอกาสให้คนเกือบทุกคนมากกว่าโทรทัศน์ อีกทั้งเราสามารถดูซ้ำได้ไม่เหมือนการดูโทรทัศน์ที่ไม่สามารถดูซ้ำได้

                ดัง นั้น การสื่อสารจึงมีความสำคัญมากในยุคปัจจุบัน การสร้างความเข้มแข็งในชุมชนก็เช่นกัน เรามีความจำเป็นจะต้องมีการสื่อสารเพื่อให้เกิดข้อมูลต่างๆ แก่ชุมชน เพื่อให้ชุมชนได้เกิดความเรียนรู้  มีการพัฒนาองค์ความรู้มากยิ่งขึ้น

ทำให้ชุมชนเกิดความสามัคคี  เกิดการมีส่วนร่วมในชุมชนมากขึ้น

                การสื่อสาร ความรัก ความสามัคคี ช่วยพัฒนาความเข้มแข็งแก่ชุมชน

ที่มา  http://drsuthichai1.blogspot.com/2011/06/blog-post_8282.html

บทความ เรื่องปัญหาในงานพัฒนาชุมชน


             สวัสดีค่ะ บทความนี้แม้จะเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาที่กำลังศึกษาอยู่ แต่ก็เป็นบทความแรกของผู้เขียน ผู้เขียนจึงใส่ความตั้งใจลงในเนื้อหาและเชื่อว่าบทความนี้คงเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจทุกคนนะคะ
                    ปัญหาในงานพัฒนาชุมชน
               การพัฒนาพัฒนาชุมชน คือ การพัฒนาความสามารถของประชาชนให้เกิดการช่วยเหลือตนเอง เพื่อนบ้านและชุมชนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้มีมาตรฐานความเป็นอยู่ดีขึ้น โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน  งานพัฒนาชุมชน เป็นการทำงานร่วมกับชาวบ้านเพื่อทำให้ชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี เจริญขึ้นทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การปกครอง โดยเกิดจากการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมตามความต้องการของประชาชนเพื่อประโยชน์สุขของชุมชนเอง ดังนั้นการพัฒนาชุมชน จึงเป็นการทำให้กลุ่มคนดีขึ้น กระบวนการทำงานในกลุ่มยึดหลักการมี ส่วนร่วม
                ปัจจุบันเมื่อพูดถึงปัญหาในการพัฒนาชุมชนปัญหาส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการไม่มีส่วนร่วมของประชาชนซึ่งมักได้ยินเสียงบ่น (เสียงดังมาก ) ออกมาว่า…. เขาไม่มีเวลามาร่วมประชุม …เขาไม่มีพาหนะ… เขาไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วม… (อีกหลายประเด็น) สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาหนึ่งของงานพัฒนาชุมชน  ซึ่งพอสรุปปัญหาได้ดังนี้
1. ปัญหาการให้ความร่วมมือของคนในชุมชน ซึ่งการมีส่วนร่วมสามารถจำแนก
                1.1 การมีส่วนร่วมแบบจัดการมีผู้กำกับอยู่เบื้องหลัง
                1.2 การมีส่วนร่วมแบบปรึกษาหารือ
                1.3 การมีส่วนร่วมเพื่อให้การรับรอง
2. บุคลากรและเจ้าหน้าที่มีไม่เพียงพอ เจ้าหน้าที่ของมีน้อยมากเมื่อเทียบกับชาวบ้าน
3. ทุนและทรัพยากรในการพัฒนาหมู่บ้านโดยเฉพาะงบประมาณ
4. ปัญหาของคนในชุมชน ประชาชนมีปัญหาต่างๆ จึงเป็นอุปสรรค์ต่อการทำงานขาดความพร้อมโดยเฉพาะปัญหาด้านเศรษฐกิจ
                4..1 ปัญหาเรื่องหนี้สินนอกระบบ ประชาชนมีหนี้สินนอกระบบ ในชุมชนจะต้องส่งเสริมการรวมกลุ่มในการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ เพื่อให้ชุมชนสามารถออมเงิน และมีเงินลงทุนในการประกอบอาชีพและใช้กลุ่มออมทรัพย์ที่มีศักยภาพ ดำเนินกิจกรรมของกลุ่ม เพื่อให้คนในชุมชนมีอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ผ่านกลุ่ม
                4.2 ปัญหาเรื่องราคาผลผลิตตกต่ำ การถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง ต้องการรวมกลุ่มอาชีพ นำมาซึ่งการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า เช่นการแปรรูปอาหารเป็นผลิตภัณฑ์ให้คุณภาพเพิ่มขึ้น
                4.4  ปัญหาการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ควรมีการสร้างการเรียนรู้การมีส่วนร่วม ผ่านศูนย์การเรียนรู้ชุมชนของตำบล  หมู่บ้าน และมีการจัดการความรู้ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านอาชีพ ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนโดยดึงผู้รู้หรือปราชญ์ชาวบ้านที่มีความรู้ในแต่ละด้านมาถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ของเขา แนะนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้
5. ปัญหาภัยธรรมชาติ เช่น เรื่องน้ำท่วม เนื่องจากบางฤดูกาลทำให้น้ำท่วม การสัญจรไม่สะดวก
                 ดังนั้นในการแก้ปัญหาควรใช้กระบวนการกลุ่ม การสร้างพลังชุมชน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาความยากจนของชาวบ้าน โดยการพัฒนาเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง  เป็นการส่งเสริมวิถีตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นการทำให้การพัฒนาชุมชนให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้นซึ่งขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมของประชาชน


ที่มา  http://www.gotoknow.org/posts/479411



กระบวนทัศน์ใหม่ในการพัฒนาท้องถิ่น
๐๐๐๐๐
ดร.อภิชาติ ดำดี
*
          ปัจจุบันสังคมไทยได้มีการกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่นอย่างทั่วถึงครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาค โดยมีรูปแบบขององค์กรท้องถิ่นที่แตกต่างกันออกไป อาทิ องค์กรท้องถิ่นที่มีความเก่าแก่ยาวนานมากที่สุดอย่างเทศบาล ถัดมาคือองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และองค์กรท้องถิ่นที่เกิดขึ้นหลังสุดอย่างองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) รวมทั้งการปกครองพิเศษอีก 2 รูปแบบคือ กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา
          ความสำเร็จในการบริหารการพัฒนาท้องถิ่นจึงฝากไว้กับผู้นำองค์กรท้องถิ่น ซึ่งเป็นผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆ กระบวนทัศน์ (paradigm) หรือแนวความคิดอย่างเป็นระบบในการพัฒนาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้นำองค์กรท้องถิ่นในการพัฒนาท้องถิ่นโดยมีประโยชน์สุขของประชาชนเป็นเป้าหมายสำคัญ
          จากการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการผสมผสานกับประสบการณ์ของผู้เขียนที่ได้มีโอกาสคลุกคลีกับองค์กรท้องถิ่นในฐานะวิทยากรและสื่อสารมวลชนที่ทำงานด้านท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน พอจะสังเคราะห์ออกมาเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ในการพัฒนาท้องถิ่นดังต่อไปนี้
          1. การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) การพัฒนาที่ประสบความสำเร็จนั้นต้องเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน หมายถึงเป็นการพัฒนาที่ทำให้ประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมและสังคมที่ดีงาม เข้มแข็งพอที่จะช่วยเหลือผู้อื่นและเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะ
          2. ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) การพัฒนาที่ดีนั้นไม่จำเป็นต้องติดยึดอยู่กับตำราหรือทฤษฎีการพัฒนาแบบตะวันตกที่อาจไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมไทย ดังนั้นการศึกษาค้นคว้าภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาท้องถิ่นจึงเป็นแนวทางที่นักบริหารการพัฒนาพึงให้ความสำคัญ เป็นความจำเป็นที่ผู้นำองค์กรท้องถิ่นต้องรู้เท่าทัน มองเห็นโลกทั้งใบ แต่ต้องเข้าใจท้องถิ่นของตนเองอย่างแท้จริง เพื่อออกแบบการพัฒนาให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพ “ภูมิสังคม” ของท้องถิ่นนั้นๆ“Think Globally, but Act Locally” (Peter Drucker)
          3. ความเสมอภาค (Equity) เป็นหัวใจสำคัญของสังคมประชาธิปไตยที่ให้ความเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน กระบวนทัศน์ในการพัฒนาก็เช่นเดียวกัน ประชาชนทุกคนต้องมีความเท่าเทียมกันในการได้รับโอกาสจากการพัฒนา นโยบายสาธารณะและโครงการพัฒนาด้านต่างๆ ขององค์กรท้องถิ่นจึงต้องอยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาค ไม่ใช่กำหนดมาจากพรรคพวก, หัวคะแนนหรือฐานคะแนนเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาเศรษฐกิจนั้นก็ต้องคำนึงถึงโครงสร้างของการกระจายรายได้ควบคู่ไปกับความเจริญเติบโตด้วย
          4. การกระจายอำนาจ (Empowerment) สังคมโลกปัจจุบันเป็นสังคมแห่งการกระจายอำนาจทั้งในระดับโลก ระดับชาติ และระดับท้องถิ่น ด้วยความเป็นโลกแห่งการสื่อสารไร้พรมแดน การกระจายอำนาจจึงเป็นแนวคิดสำคัญสำหรับการพัฒนาทุกระดับ ภายใต้หลักการที่ว่าไม่มีผู้ปกครองใดที่เข้าใจ ใกล้ชิด และเข้าถึงประชาชนและการแก้ปัญหาได้ดีเท่ากับผู้ปกครองที่มาจากประชาชนด้วยกันเอง การบริหารการพัฒนายุคใหม่จึงต้องเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน (Participation) เพื่อให้การพัฒนาและการแก้ปัญหาสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง และวิธีการพัฒนานั้นต้องเป็นแบบจากล่างขึ้นบน (Bottom Up) ไม่ใช่แบบบนลงล่าง (Top Down Management) เหมือนอย่างในอดีต
          5. ความคุ้มค่า (Pruductivity) หมายถึงการพัฒนาต่างๆนั้นมีความคุ้มค่าหรือไม่เมื่อเปรียบเทียบทรัพยากรที่ใช้ไปกับผลที่ได้รับกลับมา ในภาคเอกชนนั้นมักจะเน้นการบริหารที่มีประสิทธิภาพ (Efficiency) คือทำถูกวิธี (Do Thing Right) เพื่อให้ต้นทุนต่ำสุด ได้กำไรสูงสุด แต่ในภาครัฐหรือองค์กรท้องถิ่นที่มีประโยชน์สาธารณะ (Public Benefit) เป็นเป้าหมายนั้นควรเน้นการบริหารที่มีประสิทธิผล (Effective) คือทำถูกเรื่อง (Do right Thing) โดยมุ่งที่ประโยชน์สุขของประชาชนเป็นหลัก โครงการพัฒนาบางอย่างอาจไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจ แต่ถ้ามีความคุ้มค่าในเชิงสังคม, วัฒนธรรม, การศึกษา หรือคุณภาพชีวิตของประชาชนก็อาจดำเนินการได้
          กระบวนทัศน์ในการพัฒนาเหล่านี้ ต้องอยู่ภายใต้ร่มธงใหญ่คือ หลักธรรมาภิบาล (Good Governance) หรือหลักในการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี อัน ประกอบด้วย การมีส่วนร่วม (Participation) / ความโปร่งใส (Transparency) / การตรวจสอบได้ (Accoutability) / นิติธรรม (Rules of Law)
          นอกจากนี้แล้วในหลักพระพุทธศาสนาก็ยังมีหลักธรรมหลายเรื่องที่เหมาะสม อย่างยิ่งที่สังคมไทยควรจะน้อมนำมาใช้เป็นภูมิปัญญาในการประพฤติปฏิบัติเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ทั้งในส่วนที่เป็นผู้นำชุมชนและสมาชิกของชุมชน อาทิ
          คุณธรรมสำหรับผู้นำชุมชน ประกอบด้วยราชสังคหะ คือ ทำนุบำรุงทวยราษฎร์ให้ประชาชาติดำรงอยู่ในเอกภาพและสามัคคีด้วยหลักธรรมที่เรียกว่า “ราชสังคหวัตถุ”(หลักการสงเคราะห์ประชาชนของพระราชา) 4 ประการ คือ
          1. สัสสเมธะ ฉลาดบำรุงธัญญาหาร คือ ปรีชาสามารถในนโยบายที่จะบำรุงพืช พันธุ์ธัญญาหาร ส่งเสริมการเกษตรให้อุดมสมบูรณ์
          2. ปุริสเมธะ ฉลาดบำรุงข้าราชการ คือ ปรีชาสามารถในนโยบายที่จะบำรุง ข้าราชการ ด้วยการส่งเสริมคนดีมีความสามารถ และจัดสวัสดิการให้ดี เป็นต้น
          3. สัมมาปาสะ ผูกประสานปวงประชา คือ ผดุงผสานประชาชนไว้ด้วยนโยบาย ส่งเสริมอาชีพ เช่น จัดทุนให้คนยากจนยืมไปสร้างตนในพาณิชยกรรม หรือ ดำเนินกิจการต่าง ๆ ไม่ให้ฐานะเหลื่อมล้ำห่างเหินจนแตกแยกกัน
          4. วาชไปยะ มีวาทะดูดดื่มใจ คือ รู้จักพูด รู้จักชี้แจงแนะนำ รู้จักทักทาย ไถ่ถาม ทุกข์สุข ราษฎรทุกชั้น แม้ปราศรัยก็ไพเราะน่าฟัง ทั้งประกอบด้วยเหตุผลเป็น หลักฐาน มีประโยชน์ เป็นทางแห่งการสร้างสรรค์ แก้ไขปัญหาเสริมความ สามัคคี ทำให้เกิดความเข้าใจดี ความเชื่อถือ และความนิยมนับถือ
          คุณธรรมสำหรับสมาชิกของชุมชน คือมีส่วนในการปกครอง โดยปฏิบัติตามหลักการร่วมรับผิดชอบ ที่จะช่วยป้องกันความเสื่อม นำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองโดยส่วนเดียวที่เรียกว่า อปริหานิยธรรม 7 ประการ คือ
          1. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ พบปะปรึกษาหารือกิจการงาน (ที่พึงรับผิดชอบ ตามระดับของตน) โดยสม่ำเสมอ
          2. พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันทำกิจ ทั้งหลายที่พึงทำร่วมกัน
          3. ไม่ถืออำเภอใจใคร่ต่อความสะดวก บัญญัติวางข้อกำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ อัน มิได้ตกลงบัญญัติวางไว้ และไม่เหยียบย่ำล้มล้างสิ่งที่ตกลงวางบัญญัติกันไว้แล้ว ถือปฏิบัติมั่นอยู่ในบทบัญญัติใหญ่ที่วางไว้เป็นธรรมนูญ
          4. ท่านผู้ใดเป็นผู้ใหญ่มีประสบการณ์ยาวนาน ให้เกียรติเคารพนับถือท่าน เหล่านั้นมองเห็นความสำคัญแห่งถ้อยคำของท่านว่าเป็นสิ่งอันพึงรับฟัง
          5. ไม่ลุอำนาจแก่ความอยากที่เกิดขึ้น ให้เกียรติและคุ้มครองกุลสตรี มิให้มีการ ข่มเหงรังแก 
          6. เคารพบูชาสักการะเจดีย์ ปูชนียสถาน อนุสาวรีย์ประจำชาติ อันเป็นเครื่อง เตือนความทรงจำ ยินดีในการที่จะอยู่อย่างสงบ เร้าให้ทำดี และเป็นที่รวมใจ ของหมู่ชน ไม่ละเลยพิธีเคารพบูชา อันพึงทำต่ออนุสรณ์สถานเหล่านั้นตามประเพณี
          7. จัดการให้ความอารักขา บำรุง คุ้มครองอันชอบธรรมแก่บรรพชิต ผู้ทรงศีล ทรงธรรมบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นหลักใจและเป็นตัวอย่างทางศีลธรรมของประชาชน เต็มใจต้อนรับและหวังให้ท่านอยู่โดยผาสุก ความตั้งใจที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และปรารถนาดีต่อมนุษยชาติ และการต้อนรับผู้มาเยือนด้วยความยินดีให้มี ความสุข
          อปริหานิยธรรมนี้เป็นหลักธรรมสำหรับการมีส่วนในการปกครอง ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งในสังคมปัจจุบันที่มุ่งเน้นการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม


ที่มา  http://www.oknation.net/blog/damdee/2009/06/05/entry-1

ทีมระดับเทพของท้องถิ่น




ที่มา  http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=4eH2GvDncTI

วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

สำหรับสาระใกล้ตัว วันนี้ ดิฉันจะนำความรู้เกี่ยวกับ  ภาวะโลกร้อน (global warming)




         ภาวะโลกร้อน (Global Warming) หรือ ภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) คือ การที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นจากผลของภาวะเรือนกระจก หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อว่า Greenhouse Effect โดยภาวะโลกร้อน ซึ่งมีต้นเหตุจากการที่มนุษย์ได้เพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆ, การขนส่ง และการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม

         นอกจากนั้นมนุษย์เรายังได้เพิ่มก๊าซกลุ่มไนตรัสออกไซด์ และคลอโรฟลูโรคาร์บอน (CFC) เข้าไปอีกด้วยพร้อมๆ กับการที่เราตัดและทำลายป่าไม้จำนวนมหาศาลเพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่มนุษย์ ทำให้กลไกในการดึงเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปจากระบบบรรยากาศถูกลดทอนประสิทธิภาพลง และในที่สุดสิ่งต่างๆ ที่เราได้กระทำต่อโลกได้หวนกลับมาสู่เราในลักษณะของ ภาวะโลกร้อน


ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน
          ปรากฏการณ์ทั้งหลายเกิดจากภาวะโลกร้อนขึ้นที่มีมูลเหตุมาจากการปล่อยก๊าซพิษต่าง ๆ จากโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้แสงอาทิตย์ส่องทะลุผ่านชั้นบรรยากาศมาสู่พื้นโลกได้มากขึ้น ซึ่งนั่นเป็นที่รู้จักกันโดยเรียกว่า สภาวะเรือนกระจก

         พลังงานจากดวงอาทิตย์เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มีทั้งรังสีคลื่นสั้นและคลื่นยาว บรรยากาศของโลกทำหน้าที่ปกป้องรังสีคลื่นสั้นไม่ให้ลงมาทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนพื้นโลกได้ โมเลกุลของก๊าซไนโตรเจนและออกซิเจนในบรรยากาศชั้นบนสุดจะดูดกลืนรังสีแกมมาและรังสีเอ็กซ์จนทำให้อะตอมของก๊าซในบรรยากาศชั้นบนมีอุณหภูมิสูง และแตกตัวเป็นประจุ (บางครั้งเราเรียกชั้นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยประจุนี้ว่า "ไอโอโนสเฟียร์" มีประโยชน์ในการสะท้อนคลื่นวิทยุสำหรับการสื่อสาร) รังสีอุลตราไวโอเล็ตสามารถส่องผ่านบรรยากาศชั้นบนลงมา แต่ถูกดูดกลืนโดยก๊าซโอโซนในชั้นสตราโตสเฟียร์ที่ระยะสูงประมาณ 19 - 48 กิโลเมตร แสงแดดหรือแสงที่ตามองเห็นสามารถส่องลงมาถึงพื้นโลก รังสีอินฟราเรดถูกดูดกลืนโดยก๊าซเรือนกระจก เช่น ไอน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นโทรโปสเฟียร์ ส่วนคลื่นไมโครเวฟและคลื่นวิทยุในบางความถี่สามารถส่องทะลุชั้นบรรยากาศได้





          สำหรับ บรรยากาศของโลกประกอบด้วยก๊าซไนโตรเจน 78% ก๊าซออกซิเจน 21% ก๊าซอาร์กอน 0.9% นอกนั้นเป็นไอน้ำ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนเล็กน้อย แม้ว่าไนโตรเจน ออกซิเจน และอาร์กอนจะเป็นองค์ประกอบหลักของบรรยากาศ แต่ก็มิได้มีอิทธิพลต่ออุณหภูมิของโลก ในทางตรงกันข้ามก๊าซโมเลกุลใหญ่ เช่น ไอน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ และมีเทน แม้จะมีอยู่ในบรรยากาศเพียงเล็กน้อย กลับมีความสามารถในการดูดกลืนรังสีอินฟราเรด และมีอิทธิพลทำให้อุณหภูมิของโลกอบอุ่น เราเรียกก๊าซพวกนี้ว่า "ก๊าซเรือนกระจก" (Greenhouse gas) เนื่องจากคุณสมบัติในการเก็บกักความร้อน หากปราศจากก๊าซเรือนกระจกแล้ว พื้นผิวโลกจะมีอุณหภูมิเพียง -18 องศาเซลเซียส ซึ่งนั่นก็หมายความว่าน้ำทั้งหมดบนโลกนี้จะกลายเป็นน้ำแข็ง

ที่มา : www.panyathai.or.th/wiki/index.php






ทักทายค่ะ ^^ ชื่อจินต์ค่ะ คณะการบัญชีและการจัดการ

วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2556

โลกจิ๋วๆ แบบ 3D ระดับนาโน


       ตอนนี้โลกของนาโน เทคโนโลยีไปไกลถึงขั้นผลิตวัตถุ 3 มิติขนาดจิ๋ว และยังใช้เวลาผลิตเพียง 4 นาที จากเดิมที่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือบางทีก็นานเป็นวัน ผลงานการพัฒนาเครื่องพรินต์เลเซอร์ 3 มิติของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยในเวียนนา
      
       นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเวียนนา (Vienna University of Technology) ออสเตรีย ได้สร้างบันทึกหน้าใหม่ให้แก่การสร้างวัตถุ 3 มิติระดับนาโนด้วยเทคนิคการพิมพ์ ซึ่งรอยเตอร์รายงานว่า ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยได้ใช้เวลาเพียง 4 นาที สร้างวัตถุขนาดเท่าเม็ดทราย ซึ่งก่อนหน้านี้ ต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมง หรืออาจนานเป็นวัน หากแต่เครื่องพรินต์เลเซอร์ 3 มิติที่นักวิทยาศาสตร์พัฒนาขึ้นนี้สามารถทำความเร็วเพิ่มขึ้น 500 เท่า หรือบางครั้งอาจเร็วขึ้นถึง 1,000 เท่า
      
       กระบวนการที่ทีมวิจัยใช้นั้นเป็นเทคนิคการพิมพ์ลิโธกราฟีแบบสองโฟตอน (two-photon lithography) ซึ่งรวมถึงการยิงลำแสงเลเซอร์ให้ยางเรซิ่นเหลวที่แข็งตัว เพื่อสร้างวัตถุโพลิเมอร์แข็งขนาดจิ๋ว และนักวิทยาศาสตร์ยังบอกด้วยว่ายังนำเทคนิคนี้ไปประยุกต์ใช้กับการผลิตชิ้น ส่วนชีวการแพทย์ขนาดเล็กๆ ให้แพทย์ได้นำไปใช้ได้ และภาพต่อไปนี้ คือ วัตถุจิ๋วนาโนจากเทคนิคการพิมพ์ภาพสามมิติ ซึ่งบันทึกด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน
       1.มนุษย์อ้วนจิ๋วๆ ขนาดนาโน
       2.แบบจำลองระดับนาโนของวิหารเซนต์สเตฟาน (St. Stephan's cathedral) ในเวียนนา ออสเตรีย
       3.แบบจำลองระดับนาโนของลอนดอนทาวเวอร์บริดจ์ (London's Tower Bridge)
       4.ด้านท้ายของแบบจำลองระดับนาโนของรถแข่งฟอร์มูลาวัน
       5.แบบจำลองระดับนาโนของสัญลักษณ์มหาวิทยาลัยเทคนิคเวียนนา (Vienna Technical University)
       6.แบบจำลองระดับนาโนของวอร์มเซอร์เกท (Wormser Gate) ในแฟรงเคินทาล (Frankenthal) เยอรมนี
       7.แบบจำลองระดับนาโนของลอนดอนทาวเวอร์บริดจ์