| travel mthai ชวนสัมผัสความอัศจรรย์ทางภูมิศาสตร์ ของ 10 สถานที่ประหลาดที่สุดในโลก ด้วยสภาวะการณ์ที่รุนแรงของธรรมชาติ กลับบันดาลให้เกิดความสวยงามแฝงอยู่เสมอ สถานที่ประหลาดที่สุดในโลก 1. The Door to Hell Door to Hell หรือแปลตามตัวว่า ประตูสู่นรก ซึ่งแท้จริงแล้วคือ ปล่องไฟจนาดยักษ์ที่มีการเผาไหม้ตลอดเวลา ตั้งอยู่ที่ เติร์กเมนิสถาน มานานกว่า 40 ปี ถูกค้นพบโดยนักธรณีวิทยา เกิดจากการขุดเจาะหลุมโพรงที่เต็มไปด้วยก๊าซธรรมชาติ และเกิดการทรุดตัวของพื้นดิน เพื่อให้ก๊าซหมดไป ต้องทำการเผาไหม้ แต่เปลวไฟดันคุกรุ่นมาจนถึงปัจจุบัน สถานที่ประหลาดที่สุดในโลก 2. Arizona Meteor Crater แอ่งอุกาบาต หนึ่งสถานที่ประหลาด แห่ง แอริโซนา แผ่ขยายวงกว้างประมาณ 4,000 ฟุต ถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า แอ่ง Barringer ตั้งจากชื่อของ Daniel Barringer ผู้สังเกตการณ์คนแรกและสันนิษฐานว่า แอ่งนี้น่าจะเป็นผลกระทบครั้งใหญ่จากเหตุการณ์ทางธรรมชาติ ปัจจุบันกลายเป็นเขตอนุรักษ์สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ สถานที่ประหลาดที่สุดในโลก 3. Rotorua, New Zealand โรโตรัว เมืองริมทะเล แห่ง นิวซีแลนด์ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงทางภูมิศาสตร์ เนื่องจากความมหัศจรรย์ของบ่อโคลนเดือด และ น้ำพุร้อน ที่สามารถพบได้ทั่วเมือง และเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นเขตที่มีกลิ่นกำมะถันแรงมาก ทะเลสาบโรโตรัว เป็นทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับสองของ North Island เกิดจากการก่อตัวของหินหนืดขนาดยักษ์ของภูเขาไฟที่ทรุดตัวลงจนกลายเป็นหลุมยักษ์ และกักเก็บน้ำในเวลาต่อมา สถานที่ประหลาดที่สุดในโลก 4. Don Juan Pond Don Juan Pond ตั้งอยู่ที่ แอนตาร์กติกา มีระดับความเค็มในน้ำสูงที่สุด ถึง 42% เมื่อเทียบกับแหล่งน้ำใดๆ ในโลก เนื่องจากความประหลาดทางสารเคมีซึ่งแทบจะไม่เคยแข็งตัวแม้แต่ในอุณหภูมิที่ติดลบ สภาพอากาศที่ร้ายแรงมากของที่นี่กลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจของนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งหวังว่าจะใช้ Don Juan เป็นแหล่งวิจัยสภาพน้ำเค็มบนดาวอังคาร ซึ่งเชื่อว่าน่าจะมีความคล้ายคลึงกัน สถานที่ประหลาดที่สุดในโลก 5. Great Dune of Pyla Great Dune of Pyla ถือเป็นภูมิศาสตร์ที่น่าสนใจที่สุดในฝรั่งเศส ไม่น่าเชื่อว่ายุโรปจะมีหาดทราย และนี่คือหาดทรายที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ซึ่งถูกล้อมรอบด้วยป่า ลักษณะโดยรวมเหมือนสันทรายทั่วไป มีการเคลื่อนตัวสูงถึง 3 หรือ 4 เมตรต่อปี บางครั้งรุนแรงถึงขั้นดูดกลืนต้นไม้ ถนน และบ้านคน อย่างไม่ปราณี! สถานที่ประหลาดที่สุดในโลก 6. Mount Roraima ภูเขา Roraima ประเทศบราซิล คือ หนึ่งในภูเขาที่ประหลาดที่สุดในโลก มียอดแบนเรียบ ด้านข้างตั้งตรง มีความสูงกว่า 400 เมตร เรียกว่าสูงเทียมเมฆ จนกลายเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างหนัง The Lost Worldและเป็นฉากหนึ่งในเรื่อง Up ทั้งยังมีอายุกว่า 2 พันล้านปี จึงพ่วงตำแหน่ง หนึ่งในภูเขาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก สถานที่ประหลาดที่สุดในโลก 7. Roswell, New Mexico Roswell จากเมืองหลับใหล แห่ง นิว เม็กซิโก กลายเป็นที่โจษจันนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1947 เมื่อเล่าขานกันว่ายูเอฟโอเกิดอุบัติเหตุร่วงลงสู่พื้นดินในย่านนี้ แม้รัฐบาลจะยืนยันว่าแท้จริงแล้วเป็นเพียงการทดลองการขับเคลื่อนของบอลลูน แต่ Roswell ก็ได้กลายเป็นเมืองสัญลักษณ์ของมนุษย์ต่างดาวไปซะแล้ว สถานที่ประหลาดที่สุดในโลก 8. North Pole ขั้วโลกเหนือ เป็นสถานที่สุดประหลาด ที่โดดเด่นที่สุดคือ ปรากฏการณ์ Aurora Borealis หนึ่งในทัศนียภาพแห่งแสงสีที่สวยมหัศจรรย์ราวกับภาพในจินตนาการ แต่สามารถสัมผัสได้ในชีวิตจริง ซึ่งในซีกโลกใต้นั้นก็มีความงามของแสงสีแบบนี้เหมือนกัน เรียกว่า Aurora Australis ทั้งสองปรากฏการณ์นี้เกิดจากการเปลี่ยนเป็นอิออนของไนโตรเจนและออกซิเจนในชั้นบรรยากาศ ไม่ต้องพึ่งความสามารถ 3D! สถานที่ประหลาดที่สุดในโลก 9. Bermuda Triangle ที่สุดแห่งตำนาน สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า สถานที่ลึกลับซึ่งอ้างกันว่า เครื่องบินและเรือจำนวนหนึ่งหายสาบสูญไปโดยไม่ทราบสาเหตุในบริเวณดังกล่าว ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ระหว่าง ไมอามี่ เปอร์โตริโก และเกาะเบอร์มิวดาในกลางมหาสมุทรแอตแลนติก ถือเป็นเส้นทางเดินเรือที่คึกคักที่สุดในโลก สถานที่ประหลาดที่สุดในโลก 10. Kauai, Hawaii เกาะ Kauai แห่ง ฮาวาย หนึ่งในสถานที่ที่สวยที่สุดในโลก เปรียบได้กับ สวนอีเดน ในตำนาน งดงามด้วยผาขอบมีด ช่องแคบตามเขา และทิวทัศน์สุดตื่นตา เป็นเกาะที่ใหญ่เป็นลำดับ 4 ของหมู่เกาะฮาวาย และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ทำรายได้มากที่สุดแห่งหนึ่งของเกาะ ที่มา : www.lifeinthefastlane.ca เรียบเรียง : travel.mthai.com |
วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
หยาดฝนแห่งเมตตา จากบิดาของแผ่นดิน
๑๔ พฤศจิกา วันพระบิดาแห่งฝนหลวง
ประดิษฐ์ให้ไทยทั้งปวง ด้วยรักห่วงราษฎร
พระปรีชาหาใดเทียม เสด็จเยี่ยมพสกนิกร
ดินแห้งนาแล้งร้อน ฝนไม่ตกตามฤดู
ไยฝนไม่ตกมา ทั้งที่ฟ้ามีเมฆหมู่
ทรงคิดพินิจดู ใช้ความรู้มาสร้างฝน
ใช้หลักวิทยาศาสตร์ แปรอากาศที่ไหลวน
ก่อตัวเป็นเมฆฝน ให้เติบตนกลางเวหา
ฝ่าเมฆไปโจมตี เร่งเคมีในเมฆา
ไอน้ำในนภา กลั่นตัวมาเป็นหยาดฝน
ที่ร้อนก็ฉ่ำเย็น ที่แล้งเข็ญชื่นกมล
แผ่นดินที่ทุกข์ทน ก็ชุ่มชื้นทุกผืนนา
เหมือนน้ำเทวฤทธิ์ ชุบชีวิตกลับคืนมา
หล่อเลี้ยงชาวประชา ให้มีน้ำไว้ทำกิน
หยาดฝนแห่งเมตตา จากบิดาของแผ่นดิน
น้ำพระทัย ธ ไหลริน เย็นทั่วถิ่นแผ่นดินไทย
รวมใจไทยทั้งหลาย น้อมถวายพระพรชัย
ขอองค์มิ่งขวัญไทย หายประชวรในเร็ววัน
แผ่นดินไม่สิ้นฝน หากปวงชนหลอมรวมกัน
เทิดไท้องค์ราชันย์ ก้าวตามธรรมทรงนำไทย...
อภิชาติ ดำดี
|
การประกันคุณภาพการศึกษา
การประกันคุณภาพการศึกษา
การพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า สามารถเข้าสู่การแข่งขันในเวทีโลก จำเป็นต้องมีกระบวนการจัดการศึกษาของประเทศให้มีมาตรฐานทั้งในระดับประเทศ และสามารถเทียบเคียงสมรรถนะได้กับมาตรฐานนานาชาติ การประกันคุณภาพจึงเป็นกระบวนการที่สำคัญยิ่งกิจกรรมหนึ่งที่สถานศึกษาต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการบริหารสถานศึกษา เพราะการประกันคุณภาพ (Quality Assurance) เป็นการดำเนินการของสถานศึกษา เพื่อให้หลักประกันกับภาคประชาสังคมว่าผลผลิตที่เกิดขึ้น คือ คุณภาพของผู้เรียนจะมีคุณภาพเป็นไปตามเป้าหมายของหลักสูตร มาตรฐานการศึกษาของชาติ และสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
การดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษา จึงเป็นการดำเนินงานที่สอดคล้องกับกระแสหลักของสังคมที่ต้องการเปลี่ยนเป็นสังคมคุณภาพ (Quality Social) ซึ่งการดำเนินการต่าง ๆ ของทุกภาคส่วนของสังคมต้องเน้นให้เกิดระบบคุณภาพ หากสังคมคู่แข่งดำเนินงานมีคุณภาพที่ดีกว่าแล้ว ผลผลิตของสังคมก็จะเป็นที่ต้องการ การแข่งขันจึงเกิดขึ้นจากระบบดังกล่าว ซึ่งระบบการศึกษาก็จะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับระบบของสังคม ดังนั้น กระบวนการปรับตัวเพื่อเข้าสู่ระบบคุณภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องดำเนินการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้มีนโยบายที่มุ่งมั่นในการพัฒนาสถานศึกษาในสังกัดให้สามารถดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาอย่างเป็นระบบ และต่อเนื่อง
การพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่องเป็นกระบวนการที่สถานศึกษาต้องดำเนินงานตามแนวทางการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา โดยมีแนวคิดการดำเนินงานที่น่าสนใจและได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย เช่น กระบวนการพัฒนาโดยการใช้ข้อมูลอย่างชาญฉลาด (Data Wise Improvement Process) การจัดการความรู้ (Knowledge Management) การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ (Learning Network) และการนำผลการประเมินไปใช้ประโยชน์ (Evaluation Utilization) เป็นต้น ซึ่งการนำแนวคิดเหล่านี้ไปดำเนินงานเพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่องของสถานศึกษา มิใช่เป็นการเพิ่มภาระงานที่มากขึ้น แต่เป็นการเสริมหรือสนับสนุนให้โรงเรียนมีระบบหรือวิธีการที่จะพัฒนาโรงเรียนตามวงจรคุณภาพ PDCA โดยใช้ระบบการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาเป็นฐานในการขับเคลื่อนให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน
การพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามวงจรคุณภาพ PDCA ในขั้นการตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินงาน (Check) เป็นขั้นที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะเป็นข้อมูลเชื่อมโยงไปสู่ขั้นการปรับปรุงพัฒนา (Act) เพื่อเป็นพื้นฐานในขั้นการวางแผนพัฒนา (Plan) ทำให้วงจรคุณภาพ PDCA ขับเคลื่อนไปครบวงจรคุณภาพและเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในขั้นการปรับปรุงพัฒนา (Act) นั้นมีความหมายเป็น ๒ นัย กล่าวคือ นัยแรก ถ้าพบว่าผลการประเมินคุณภาพบรรลุตามวัตถุประสงค์ อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ก็รักษาวิธีปฏิบัติที่ดี (Best practice) ไว้ แล้วนำมาจัดทำเป็นมาตรฐานการปฏิบัติงาน (Standard) ของสถานศึกษา ส่วนนัยที่สอง ถ้าผลการประเมินไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์ ต้องนำผลการประเมินมาพิจารณา วิเคราะห์สาเหตุของปัญหาเพื่อการวางแผนปรับปรุงพัฒนา (Plan) ในปีต่อไป รวมทั้งเรื่องที่ไม่เป็นปัญหาก็ต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น การพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามกลไกของระบบการประกันคุณภาพการศึกษา ก็จะขับเคลื่อนสู่การปรับปรุงพัฒนาตามวงจรคุณภาพอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน คุณภาพการศึกษาก็จะพัฒนาขึ้นตามลำดับ แม้แต่มาตรฐานการปฏิบัติงาน (Standard) เมื่อนำไปสู่การปฏิบัติในปีต่อไปก็ต้องมีการประเมินและปรับปรุงพัฒนาเช่นกัน ดังนั้น สถานศึกษาที่มุ่งสร้างวัฒนธรรมคุณภาพให้ยั่งยืน จำเป็นต้องขับเคลื่อนวงจรคุณภาพ PDCA กับ SDCA (Standard-Do-Check-Act) ให้ก้าวหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยกลวิธีที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละสถานศึกษา ซึ่งการใช้แนวคิดต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่องของโรงเรียนมีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติงานตามวงจรคุณภาพ PDCA อย่างแนบแน่น ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน อันจะส่งผลให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ ตามแผนภาพความสัมพันธ์ของวงจรคุณภาพ PDCA กับหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติของการดำเนินการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาดังนี้
ทั้งหมดที่เขียนมานี้คือแนวคิดที่ผู้เขียน ได้จากคณะติดตามประเมินผลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มาตรวจเยี่ยมโรงเรียน และฝากข้อคิดไว้ให้พวกเราเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาโรงเรียนและพัฒนาคุณภาพนักเรียนให้มีคุณภาพสูงยิ่ง ๆ
ที่มา http://www.chusak.net/index.php?mo=3&art=42039839
วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
เป้าหมายของชีวิต
เป้าหมายของชีวิต
พี่สาวส่งข้อคิดดีๆมาให้ทางจดหมาย ผู้เขียนอ่านแล้วเห็นว่าน่าจะนำมาถ่ายทอดแลกเปลี่ยนกับท่านผู้อ่าน ตามมาเลยนะครับ ท่านผู้อ่านเคยถามตัวเองบ้างไหมว่าอะไรคือเป้าหมายของชีวิตของท่าน การมีเป้าหมายในชีวิต เปรียบเหมือนมีเข็มทิศในการเดินทาง ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองยังไม่แก่ มีแรงที่จะก้าวไปให้ถึงเป้าหมาย ความสำเร็จในงานก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายของชีวิต กล่าวกันว่าคนเราสามารถจะประสบความสำเร็จได้ เพียงเรามีความเข้าใจใน 3 ส่วนต่อไปนี้
1.เข้าใจตน เข้าใจตนอย่างถ่องแท้ ตั้งแต่การแรกเริ่มตัดสินใจเลือกงาน ว่างานใดเหมาะกับตน
2.เข้าใจคน หมายถึง ผู้ร่วมงานของเราในทุกระดับ เราเข้าใจในความเป็นไปของแต่ละบุคคล เราจะไม่ถือสา หากถูกนายด่าว่าเพราะเราอาจไม่ดีพอ เราต้องปรับปรุง 3.เข้าใจงาน รู้ว่าต้องทำสิ่งใด ลำดับก่อนหลัง มีความสามารถในการทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ประสบความสำเร็จอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ
2.เข้าใจคน หมายถึง ผู้ร่วมงานของเราในทุกระดับ เราเข้าใจในความเป็นไปของแต่ละบุคคล เราจะไม่ถือสา หากถูกนายด่าว่าเพราะเราอาจไม่ดีพอ เราต้องปรับปรุง 3.เข้าใจงาน รู้ว่าต้องทำสิ่งใด ลำดับก่อนหลัง มีความสามารถในการทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ประสบความสำเร็จอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ
เทคนิคในการทำงาน 6 P ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยเสริมให้เกิดความสำเร็จในงาน
1.P-Positive Thinking
การมีทัศนคติที่เป็นบวก มองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ ไม่คิดในทางลบ เช่น หากเจอปัญหาในการทำงาน แทนที่จะมานั่งกลุ้มใจคิดว่าคราวนี้ต้องแย่แน่ ๆ ก็ให้มองว่านี่เป็นหนทางหนึ่งที่จะฝึกฝนให้เราเก่งกล้ามากยิ่งขึ้น
การมีทัศนคติที่เป็นบวก มองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ ไม่คิดในทางลบ เช่น หากเจอปัญหาในการทำงาน แทนที่จะมานั่งกลุ้มใจคิดว่าคราวนี้ต้องแย่แน่ ๆ ก็ให้มองว่านี่เป็นหนทางหนึ่งที่จะฝึกฝนให้เราเก่งกล้ามากยิ่งขึ้น
2.P-Peaceful Mind
การมีจิตใจที่สงบ ดังคำพูดที่ว่า "จงใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว" เป็นคำพูดที่ใช้ได้ผลดีทีเดียว เวลาเกิดปัญหาขึ้น เราอย่าเพิ่งตื่นตระหนกไปกับปัญหานั้น การที่เรามีจิตใจที่สงบ มีสมาธิ จะทำให้เราเกิดปัญญาในการคิดหาวิธีแก้ปัญหา นอกจากนี้ยังทำให้เรามีสุขภาพจิตที่ดีอีกด้วย
การมีจิตใจที่สงบ ดังคำพูดที่ว่า "จงใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว" เป็นคำพูดที่ใช้ได้ผลดีทีเดียว เวลาเกิดปัญหาขึ้น เราอย่าเพิ่งตื่นตระหนกไปกับปัญหานั้น การที่เรามีจิตใจที่สงบ มีสมาธิ จะทำให้เราเกิดปัญญาในการคิดหาวิธีแก้ปัญหา นอกจากนี้ยังทำให้เรามีสุขภาพจิตที่ดีอีกด้วย
3.P-Patient
การมีความอดทน ข้อนี้ก็สอดคล้องกับข้อที่แล้ว เพราะการที่เราจะมีจิตใจที่สงบได้ เราต้องรู้จักอดทนอดกลั้น ระงับอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่ดีต่าง ๆ หากสิ่งใดไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวังไว้ เราก็ต้องอดทน รอคอยให้ถึงช่วงเวลาของเรา นอกจากนี้ยังต้องอดทนต่อปัญหาและความยากลำบากในการทำงานด้วย
การมีความอดทน ข้อนี้ก็สอดคล้องกับข้อที่แล้ว เพราะการที่เราจะมีจิตใจที่สงบได้ เราต้องรู้จักอดทนอดกลั้น ระงับอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่ดีต่าง ๆ หากสิ่งใดไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวังไว้ เราก็ต้องอดทน รอคอยให้ถึงช่วงเวลาของเรา นอกจากนี้ยังต้องอดทนต่อปัญหาและความยากลำบากในการทำงานด้วย
4.P-Punctual
การเป็นคนตรงต่อเวลา มนุษย์เราได้ถูกปลูกฝังให้เป็นคนมีวินัย รู้จักตรงต่อเวลามาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เช่น การไม่มาโรงเรียนสาย การส่งการบ้านให้ตรงเวลา ในการทำงานก็เช่นกัน หากเรามาทำงานสาย เจ้านาย/หัวหน้าก็คงไม่ชอบ เพราะแม้แต่เวลายังรักษาไม่ได้ แล้วคุณจะได้รับความไว้วางใจให้ทำงานใด ๆ ล่ะ
การเป็นคนตรงต่อเวลา มนุษย์เราได้ถูกปลูกฝังให้เป็นคนมีวินัย รู้จักตรงต่อเวลามาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เช่น การไม่มาโรงเรียนสาย การส่งการบ้านให้ตรงเวลา ในการทำงานก็เช่นกัน หากเรามาทำงานสาย เจ้านาย/หัวหน้าก็คงไม่ชอบ เพราะแม้แต่เวลายังรักษาไม่ได้ แล้วคุณจะได้รับความไว้วางใจให้ทำงานใด ๆ ล่ะ
5.P-Polite
การเป็นคนสุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตน จะทำให้มีแต่คนรักใคร่และอยากช่วยเหลือ ยิ่งถ้าเรามีตำแหน่งใหญ่โตด้วยแล้ว ยิ่งต้องมีความสุภาพอ่อนน้อม เพราะจะทำให้ผู้อื่นยิ่งเกรงใจเรามากขึ้น ตรงกันข้าม การทำตัวกระด้างกระเดื่องหยิ่งยโส ย่อมเป็นที่รังเกียจของสังคม และไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย
การเป็นคนสุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตน จะทำให้มีแต่คนรักใคร่และอยากช่วยเหลือ ยิ่งถ้าเรามีตำแหน่งใหญ่โตด้วยแล้ว ยิ่งต้องมีความสุภาพอ่อนน้อม เพราะจะทำให้ผู้อื่นยิ่งเกรงใจเรามากขึ้น ตรงกันข้าม การทำตัวกระด้างกระเดื่องหยิ่งยโส ย่อมเป็นที่รังเกียจของสังคม และไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย
6.P-Professional
ความเป็นมืออาชีพในการทำงาน การที่เรามีหน้าที่อะไร เราก็ควรทำตัวให้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในหน้าที่นั้น ๆ หมั่นแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ และหมั่นฝึกปรือฝีมือในการทำงานอยู่เสมอ เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด การทำงานอย่างมืออาชีพ จะเป็นที่ชื่นชมและไว้วางใจของเจ้านาย รวมไปถึงลูกค้าที่ย่อมจะพอใจ และไว้วางใจให้เราทำงาน ดูแลงานของเขาต่อไป
ความเป็นมืออาชีพในการทำงาน การที่เรามีหน้าที่อะไร เราก็ควรทำตัวให้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในหน้าที่นั้น ๆ หมั่นแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ และหมั่นฝึกปรือฝีมือในการทำงานอยู่เสมอ เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด การทำงานอย่างมืออาชีพ จะเป็นที่ชื่นชมและไว้วางใจของเจ้านาย รวมไปถึงลูกค้าที่ย่อมจะพอใจ และไว้วางใจให้เราทำงาน ดูแลงานของเขาต่อไป
สำหรับทฤษฎี 6 P นี้ อาจเป็นทฤษฎีที่หลาย ๆ คนรู้จักกันมาบ้างแล้ว แต่สำหรับผม การเรียนรู้ในเรื่องเก่า ที่เรารู้แล้ว แต่ยังไม่สามารถลงมือทำได้แท้จริง ถือว่าเรายังไม่ประสบความสำเร็จในทฤษฎีที่เรารู้ ดังนั้น ผมจึงนำทฤษฎีนี้มาย้ำเตือนพวกเรา ผู้ที่อยู่ในวัยทำงานให้ตระหนักถึงความสำคัญและนำมาใช้ให้ได้ในชีวิตการทำงาน เพราะคำว่า รับทราบ กับ "พร้อมลงมือทำ" มันต่างกัน หวังว่าทุกท่านจะประสบความสำเร็จในเป้าหมายในชีวิตนะครับ
เรื่องแรกจบแล้วนะครับ ต่อเรื่องที่สองเลยนะครับ ตามมาเลย
อภิมหาเศรษฐีเกือบจะชราผู้หนึ่ง สุดแสนจะภูมิใจ ที่ลูกชายวันห้าขวบของเขา กำลังจะได้เข้าเรียนในโรงเรียนชื่อดัง ซึ่งระดับเศรษฐีอย่างพวกเขาเท่านั้น จึงจะมีปัญญาส่งลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนี้ได้ โดยส่วนตัวของเขาเอง ก็อยากจะสอนให้ลูกชายรู้จักกับชีวิตจริงในโลก ควบคู่ไปกับการสอนทฤษฏีในโรงเรียน
ในวันหยุดเขาจะตระเวนพาลูกชายคนเดียว ไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ แล้ววันหนึ่ง เขาก็คิดถึงหัวข้อการสอนเรื่องความยากจน เพราะเขามีความเชื่อว่า ลูกชายของเขาคงไม่มีวันรู้จักแน่นอน
เขาจึงพอลูกชายไปเยี่ยมครอบครัวชาวนาครอบครัวหนึ่ง และพักอยู่กับชาวนาเป็นเวลา 1 วัน 1 คืน กลับถึงคฤหาสน์ของเขาในวันต่อมา มหาเศรษฐีก็จะทดสอบว่าลูกชายได้อะไรบ้าง จากการไปพักแรมกับชาวนาผู้ยากจน
ลูกชายตอบคำถามผู้เป็นบิดาว่า เขาขอขอบคุณเป็นอย่างมาก ที่ได้พาเขาไปพบกับชาวนาและพักแรมที่นั่น ซึ่งทำให้เขาได้พบว่า….
….ชาวนามีที่ทำงานเป็นท้องนาที่กว้างใหญ่
ในขณะที่พ่อมีเพียงห้องสี่เหลี่ยมที่ว่ากว้าง แต่ก็ยังน้อยกว่าท้องทำงานของชาวนา
….อาหารที่ชาวนารับประทาน สามารถหาได้ตลอดเวลารอบๆ บริเวณบ้านโดยไม่ต้องซื้อหา
ในขณะที่บ้านของเรามีตู้เย็นเท่านั้นที่เป็นที่เก็บอาหาร
…….เวลารับประทานอาหารก็มีเพื่อนคุยอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก
ในขณะที่ตัวเองก็ต้องนั่งทานอาหารกับโต๊ะอาหาร ที่ยาวเกือบสิบเมตร และมีเก้าอี้ว่างเปล่าทั้งสองด้าน
……ลูกชาวนาที่ซ้อนท้ายจักรยานของพ่อเขา ต้องกอดเอวพ่อให้แน่นเพื่อจะได้ไม่ตกจากจักรยาน
แต่เขาเองต้องนั่งในรถที่ใหญ่โตอยู่ข้างหลังเพียงลำพัง โดยมีคนขับรถพาไปทุกที่
………ชาวนามีแสงดาวแสงจันทร์เป็นโคมไฟส่องสว่างตลอดเวลาในเวลากลางคืน โดยไม่ขาดแคลน
แต่เขาก็มีเพียงแสงจากโคมไฟที่ต้องซื้อด้วยเงิน
……..ชาวนามีรั้วบ้านเป็นแม่น้ำ ภูเขาที่กว้างสุดลูกหูลูกตา
แต่เขาเองกลับมีเพียงแค่กำแพงบล๊อคในพื้นที่ไม่กี่ไร่
………ลูกชาวนาได้มีเพื่อนเล่นเป็นจิ้งหรีด หิ่งห้อยนับร้อยนับพัน
แต่เขาเองกลับไม่มีใครเลย
ผู้เป็นพ่อฟังแล้วเงียบงัน ลูกชายสบตาพ่อเต็มตา
แล้วจบว่า
“ขอบคุณมากครับพ่อ ที่ช่วยให้ผมได้สำนึกว่า เราจนขนาดไหน”
อ่านสองเรื่องจบแล้ว ขอให้ท่านผู้อ่านทบทวน เป้าหมายของชีวิต ของท่านดูนะครับว่าอะไรคือความพอดีของชีวิต อะไรคือความสุขที่แท้จริง แต่ที่ผู้เขียนเห็นในขณะนี้คือ คนรวยก็รวยล้นฟ้า คนจนก็จนแสนจน ทำอย่างไรจะให้ช่องว่างความแตกต่างระหว่างคนจนและคนรวย ลดน้อยลง นักการศึกษาและพวกเราต้องช่วยกันคิดให้มากๆและลงมือทำ
ที่มา http://www.chusak.net/index.php?mo=3&art=42025076
อาเซียน (ASEAN)กับการพัฒนาคนไทย
อาเซียน (ASEAN)กับการพัฒนาคนไทย
ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ประกอบด้วย 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย (2510) สิงคโปร์ (2510) อินโดเนเซีย (2510) มาเลเซีย (2510) ฟิลิปปินส์ (2510) บรูไน (2527) เวียตนาม (2538) ลาว (2540) พม่า (2540) กัพูชา (2542) มีประชากรรวมกันประมาณ 600 ล้านคน เมื่อเดือนตุลาคม 2546 ผู้นำอาเซียนได้ร่วมลงนามในปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมืออาเซียน ที่เรียกว่า ข้อตกลงบาหลี 2 เห็นชอบให้จัดตั้ง ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) คือการให้อาเซียนรวมตัวเป็นชุมชนหรือประชาคมเดียวกันให้สำเร็จภายในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) แต่ต่อมาได้ตกลงร่นระยะเวลาจัดตั้งให้เสร็จในปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) เนื่องจากการแข่งขันรุนแรง เช่น อัตราการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของจีน และอินเดียสูงมากในช่วงที่ผ่านมา ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 14 ที่ชะอำ หัวหิน เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2552 ผู้นำอาเซียนได้ลงนามรับรองปฏิญญาชะอำ หัวหิน ว่าด้วยแผนงานจัดตั้งประชาคมอาเซียน (ค.ศ. 2009- 2015) เพื่อจัดตั้งประชาคมอาเซียนภายในปี 2558 ประชาคมอาเซียนประกอบด้วยเสาหลัก 3 เสา คือ:
1 ประชาคมการเมือง และความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Security Community– ASC) มุ่งให้ประเทศในภูมิภาคอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีระบบแก้ไขความขัดแย้ง ระหว่างกันได้ด้วยดี มีเสถียรภาพอย่างรอบด้าน มีกรอบความร่วมมือ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามความมั่นคง ทั้งรูปแบบเดิม และรูปแบบใหม่ๆ เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัย และมั่นคง
2 ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community– AEC) มุ่งให้เกิดการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ และการอำนวยความสะดวกในการติดต่อค้าขายระหว่างกัน อันจะทำให้ภูมิภาคมีความเจริญมั่งคั่ง และสามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่นๆ ได้เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชนในประเทศอาเซียน โดย: (ก) มุ่งให้เกิดการไหลเวียนอย่างเสรีของ สินค้า บริการ การลงทุน เงินทุน การพัฒนาทางเศรษฐกิจ และการลดปัญหาความยากจน และความเหลื่อมล้ำทางสังคมภายในปี 2020 (ข) ทําให้อาเซียนเป็นตลาด และฐานการผลิตเดียว (single market and production base) (ค) ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียนเพื่อลดช่องว่างการพัฒนาและช่วยให้ประเทศเหล่านี้เข้าร่วมกระบวนการรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียน (ง) ส่งเสริมความร่วมมือในนโยบายการเงิน และเศรษฐกิจมหภาคตลาดการเงิน และตลาดทุน การประกันภัย และภาษีอากร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการคมนาคม พัฒนาความร่วมมือด้านกฎหมาย การเกษตร พลังงาน การท่องเที่ยว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยการยกระดับการศึกษา และการพัฒนาฝีมือแรงงาน กลุ่มสินค้า และบริการนำร่องที่สำคัญ ที่จะเกิดการรวมกลุ่มกัน คือ สินค้าเกษตร/ สินค้าประมง/ ผลิตภัณฑ์ไม้/ ผลิตภัณฑ์ยาง/ สิ่งทอ/ ยานยนต์/อิเล็กทรอนิกส์/ เทคโนโลยีสารสนเทศ (e-ASEAN)/ การบริการด้านสุขภาพ, ท่องเที่ยว และการขนส่งทางอากาศ (การบิน) กำหนดให้ปี พ.ศ. 2558 เป็นปีที่เริ่มรวมตัวกันอย่างเป็นทางการ ซึ่งประเทศไทยได้รับมอบหมายให้ทำ Roadmap ทางด้านท่องเที่ยว และการขนส่งทางอากาศ (การบิน)
3 ประชาคมสังคม และวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community- ASCC) เพื่อให้ประชาชนแต่ละประเทศอาเซียนอยู่ร่วมกันภายใต้แนวคิดสังคมที่เอื้ออาทร มีสวัสดิการทางสังคมที่ดี และมีความมั่นคงทางสังคม
ประโยชน์ที่ไทยได้รับคือ
(ก) ประชากรเพิ่มเป็น 600 ล้านคนโดยประมาณ ทำให้เพิ่มศักยภาพในการบริโภค เพิ่มอำนาจการต่อรองในระดับโลก
(ข) Economy Scale ยิ่งผลิตมาก ยิ่งต้นทุนต่ำ
(ค) มีแรงดึงดูดเงินลงทุนที่อยู่นอกอาเซียนสูงขึ้น
(ง) สิบเสียงย่อมดังกว่าเสียงเดียว
สิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community)คือ การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่กระชับมากขึ้นเพื่อการเป็น AEC (ASEAN Economic Community ) ทำให้เศรษฐกิจของอาเซียนมีความเกี่ยวเนื่องและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ในด้านหนึ่งคือการเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเดียวกัน แต่ขณะเดียวกันสมาชิกอาเซียนก็จะต้องแข่งขันกันเองเพื่อดึงดูดการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ดังนั้น การบรรเทาความขัดแย้งใน 2 ส่วนนี้จะต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับประเทศไทย ต้องแข่งขันทางเศรษฐกิจกับประเทศในอาเซียน การพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันจึงเป็นสิ่งสำคัญ จากการสำรวจของ International Management Development (IMD) ในปี 2547 พบว่าอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยอยู่อันดับที่ 29 จากทั้งหมด 60 ประเทศ อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับประเทศในอาเซียน ไทยยังอยู่ในอันดับที่ต่ำกว่า สิงคโปร์และมาเลเซีย โดย IMD เห็นว่าไทยควรพัฒนาด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ เช่น กฎหมายที่ส่งเสริมการแข่งขัน การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม เช่น อัตราการเข้าเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษา และอัตราส่วนครูต่อนักเรียน นอกจากนี้ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เห็นว่า การที่ไทยมีเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาคในหลายๆ ด้าน เช่น ศูนย์กลางการท่องเที่ยวแห่งเอเชีย (Tourism Capital of Asia) และศูนย์กลางการบริการด้านสุขภาพ เพื่อดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ จะต้องเผชิญกับการแข่งขันจากประเทศต่างๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะสิงคโปร์ มาเลเซีย และฮ่องกง ซึ่งมีแผนดึงดูดนักท่องเที่ยวเช่นกันเพื่อนำรายได้เข้าประเทศ ดังนั้น ภายใต้กระแสการเปิดเสรีของโลกที่เข้มข้นและสภาพทางธุรกิจที่แข่งขันรุนแรงในปัจจุบันนี้ ไทยควรพัฒนาขีดความสามารถทั้งด้านการค้า บริการและการลงทุน โดยส่งเสริมการพัฒนาด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พัฒนาทักษะและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งจะส่งเสริมการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม สำหรับด้านการตลาด ควรพัฒนาให้แบรนด์ของไทยเป็นแบรนด์ของภูมิภาคและของโลก (Regional and Global Brands) ส่วนภาคเกษตรกรรมควรพัฒนาระบบการจัดการฟาร์มสมัยใหม่ พัฒนาพันธุ์ใหม่ๆ และพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐาน เพื่อพัฒนาศักยภาพทางการแข่งขันของไทย ซึ่งจะเห็นได้ว่า นอกจากไทยต้องแข่งขันกับประเทศอาเซียนแล้ว ยังจะต้องแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย และจะต้องเตรียมพร้อมต่อการแข่งขันจากการเปิดเสรี FTA ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ของภาครัฐในการจัดทำ FTA สองฝ่ายกับประเทศต่างๆ 8 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น จีน สหรัฐฯ อินเดีย บาร์เรน เปรู และกลุ่มเศรษฐกิจ BIMST-EC (บังคลาเทศ อินเดีย พม่า ศรีลังกา ไทย ภูฎาน และเนปาล)
ผู้เขียนหวังใจว่าข้อมูลข้างต้น จะสร้างแรงบันดาลใจ ให้ท่านผู้อ่านมีความหวัง มีความสุข มีความสนุก ที่จะคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ วิธีการ แนวทาง ใหม่ๆเพื่อเพิ่มคุณภาพให้แก่เด็กๆ เยาวชนและพวกเราคนไทยทุกๆคน ให้มีความสามารถ ความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ในปี 2558 นี้
ที่มา http://www.chusak.net/index.php?mo=3&art=41977045
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)